ReadyPlanet.com
dot dot
dot
รายการ
dot
bulletปรึกษากฎหมาย
bulletสนับสนุนเวปไซด์
dot
ประมวลกฏหมาย
dot
bulletบรรพ 1 ความเบื้องต้น
bulletบรรพ 2 สัญญา-หนี้-ละเมิด
bulletบรรพ 3 เอกเทศสัญญา
bulletบรรพ 4 ที่ดินและทรัพย์สิน
bulletบรรพ 5 ครอบครัว
bulletบรรพ 6 มรดก
bulletกฎหมายอาญา
bulletกฏหมายสัญชาติ
bulletกฏหมายแรงงาน
bulletกฏหมายล้มละลาย
dot
Linkกฏหมาย
dot
bulletศาลยุติธรรม
bulletเนติบัณฑิต
bulletสภาทนายความ
bulletกรมบังคับคดี
bulletศาลปกครอง
dot
Linkทั่วไป
dot
bulletทีวี/ภาพยนต์
bulletคุ้มครองผู้บริโภค
bulletกรุงเทพมหานคร
bulletแผนที่กรุงเทพ
bulletค้นคนจากโทรศัพท์
bulletหนังสือพิมพ์
bulletGoogle




บรรพ 1 ความเบื้องต้น

ข้อความเบื้องต้น
มาตรา 1 กฎหมายนี้ให้เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย
มาตรา 2 ให้ใช้ประมวลกฎหมายนี้ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนมกราคม พระพุทธศักราช 2468 เป็นต้นไป
มาตรา 3 ตั้งแต่วันที่ใช้ประมวลกฎหมายนี้สืบไป ให้ยกเลิกบรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประมวลกฎหมายนี้หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งประมวลกฎหมายนี้

บรรพ 1 หลักทั่วไป ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
              
มาตรา 4 กฎหมายนั้น ต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบท บัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษร หรือตามความมุ่งหมาย ของบทบัญญัตินั้น ๆ
เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วินิจฉัยคดีนั้นตาม จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัย คดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งและถ้าบทกฎหมาย เช่นนั้นก็ไม่มีด้วย ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป
มาตรา 5 ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคน ต้องกระทำโดยสุจริต
มาตรา 6 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต
มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน และมิได้กำหนดอัตรา ดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตรา ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี
มาตรา 8 คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะ เกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคล ผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวัง ตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น
มาตรา 9 เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้อง ลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น
ลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับหรือเครื่องหมายอื่นทำนอง เช่นว่านั้นที่ทำลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อ หากมีพยานลงลาย มือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ
ความในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่การลงลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับหรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้น ซึ่งทำลงในเอกสาร ที่ทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา 10 เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าที่จะถือเอา นัยที่ไร้ผล
มาตรา 11 ในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณ แก่คู่กรณีฝ่ายซึ่งจะเป็นผู้ต้องเสียในมูลหนี้นั้น
มาตรา 12 ในกรณีที่จำนวนเงินหรือปริมาณในเอกสารแสดงไว้ ทั้งตัวอักษรและตัวเลข ถ้าตัวอักษรกับตัวเลขไม่ตรงกัน และมิอาจ หยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงได้ ให้ถือเอาจำนวนเงินหรือปริมาณที่ เป็นตัวอักษรเป็นประมาณ
มาตรา 13 ถ้าจำนวนเงินหรือปริมาณในเอกสารแสดงไว้เป็น ตัวอักษรหลายแห่ง หรือเป็นตัวเลขหลายแห่ง แต่ที่แสดงไว้หลาย แห่งนั้นไม่ตรงกันและมิอาจหยั่งทราบเจตนาอันแท้จริงได้ ให้ถือเอา จำนวนเงินหรือปริมาณน้อยที่สุดเป็นประมาณ
มาตรา 14 ในกรณีที่เอกสารทำขึ้นไว้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็น ฉบับเดียวกันหรือหลายฉบับก็ตามโดยมีภาษาไทยด้วย ถ้าข้อความ ในหลายภาษานั้นแตกต่างกัน และมิอาจหยั่งทราบเจตนาของคู่กรณี ได้ว่าจะใช้ภาษาใดบังคับให้ถือตามภาษาไทย

หมวด 1บุคคลธรรมดา
ส่วนที่ 1 สภาพบุคคล
มาตรา 15 สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็น ทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย
ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้ หากว่าภายหลัง คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก
มาตรา 16 การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ในกรณี ที่รู้ว่าเกิดในเดือนใดแต่ไม่รู้วันเกิด ให้นับวันที่หนึ่งแห่งเดือนนั้นเป็น วันเกิด แต่ถ้าพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้เดือนและวันเกิดของบุคคลใด ให้ นับอายุบุคคลนั้นตั้งแต่วันต้นปีปฏิทิน ซึ่งเป็นปีที่บุคคลนั้นเกิด
มาตรา 17 ในกรณีบุคคลหลายคนตายในเหตุภยันตรายร่วมกัน ถ้าเป็นการพ้นวิสัยที่จะกำหนดได้ว่าคนไหนตายก่อนหลัง ให้ถือว่า ตายพร้อมกัน
มาตรา 18 สิทธิของบุคคลในการที่จะใช้นามอันชอบที่จะใช้ได้นั้น ถ้ามีบุคคลอื่นโต้แย้งก็ดี หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของนามนั้นต้องเสื่อม เสียประโยชน์เพราะการที่มีผู้อื่นมาใช้นามเดียวกันโดยมิได้รับอำนาจ ให้ใช้ได้ก็ดี บุคคลผู้เป็นเจ้าของนามจะเรียกให้บุคคลนั้นระงับความ เสียหายก็ได้ ถ้าและเป็นที่พึงวิตกว่าจะต้องเสียหายอยู่สืบไป จะร้อง ขอต่อศาลให้สั่งห้ามก็ได้ 

 ส่วนที่ 2 ความสามารถ
มาตรา 19 บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะ เมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์
มาตรา 20 ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเมื่อทำการสมรส หากการ สมรสนั้นได้ทำตามบทบัญญัติ มาตรา 1448
มาตรา 21 ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอม ของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อนการใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้ทำลงปราศจาก ความยินยอมเช่นว่านั้นเป็นโมฆียะ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 22 ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพื่อ จะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือเป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่ อันใดอันหนึ่ง
มาตรา 23 ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการต้องทำ เองเฉพาะตัว
มาตรา 24 ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่ ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควร
มาตรา 25 ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เมื่ออายุสิบห้าปีบริบูรณ์
มาตรา 26 ถ้าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ผู้เยาว์จำหน่าย ทรัพย์สินเพื่อการอันใดอันหนึ่งอันได้ระบุไว้ ผู้เยาว์จะจำหน่ายทรัพย์สิน นั้นเป็นประการใดภายในขอบของการที่ระบุไว้นั้นก็ทำได้ตามใจสมัคร อนึ่งถ้าได้รับอนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สินโดยมิได้ระบุว่าเพื่อการอันใด ผู้เยาว์ก็จำหน่ายได้ตามใจสมัคร
มาตรา 27 ผู้แทนโดยชอบธรรมอาจให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ ในการประกอบธุรกิจทางการค้าหรือธุรกิจอื่น หรือในการทำสัญญา เป็นลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงานได้ ในกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่ให้ความยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้เยาว์อาจร้องขอต่อศาล ให้สั่งอนุญาตได้
ในความเกี่ยวพันกับการประกอบธุรกิจ หรือการจ้างแรงงานตาม วรรคหนึ่งให้ผู้เยาว์มีฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว
ถ้าการประกอบธุรกิจ หรือการทำงานที่ได้รับความยินยอมหรือ ที่ได้รับอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายถึงขนาดหรือ เสื่อมเสียแก่ผู้เยาว์ ผู้แทนโดยชอบธรรมอาจบอกเลิกความยินยอม ที่ได้ให้แก่ผู้เยาว์เสียได้หรือในกรณีที่ศาลอนุญาต ผู้แทนโดยชอบธรรม อาจร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนการอนุญาตที่ได้ให้แก่ผู้เยาว์นั้นเสียได้
ในกรณีที่ผู้แทนโดยชอบธรรมบอกเลิกความยินยอมโดยไม่มีเหตุ อันสมควรผู้เยาว์อาจร้องขอต่อศาล ให้เพิกถอนการบอกเลิกความ ยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมได้
การบอกเลิกความยินยอมโดยผู้แทนโดยชอบธรรม หรือการเพิก ถอนการอนุญาตโดยศาล ย่อมทำให้ฐานะเสมือนดังบุคคลซึ่งบรรลุ นิติภาวะแล้วของผู้เยาว์สิ้นสุดลง แต่ไม่กระทบกระเทือนการใด ๆ ที่ผู้เยาว์ได้กระทำไปแล้วก่อนมีการบอกเลิกความยินยอมหรือเพิก ถอนการอนุญาต
มาตรา 28 บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการี กล่าวคือ บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดาน กล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อก็ดีผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้น อยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริต ผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคน ไร้ความสามารถก็ได้
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้อง จัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้ อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาล ให้เป็นไปตามบท บัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้
คำสั่งของศาลตาม มาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 29 การใด ๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ได้กระทำลง การนั้นเป็นโมฆียะ
มาตรา 30 การใด ๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็น คนไร้ความสามารถได้กระทำลง การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อได้ กระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้ว ด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต
มาตรา 31 ถ้าเหตุที่ทำให้เป็นคนไร้ความสามารถได้สิ้นสุดไปแล้ว และเมื่อบุคคลผู้นั้นเองหรือบุคคลใด ๆ ดังกล่าวมาใน มาตรา 28 ร้องขอต่อศาลก็ให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งที่ให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้น
คำสั่งของศาลตาม มาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษ
มาตรา 32 บุคคลใดมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา หรือมี เหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น จนไม่สามารถจะจัดทำการงานโดย ตนเองได้หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของ ตนเองหรือครอบครัว เมื่อบุคคลตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 28 ร้องขอ ต่อศาล ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความพิทักษ์ การแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ให้เป็นไปตามบท บัญญัติบรรพ 5แห่งประมวลกฎหมายนี้
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการสิ้นสุดของความเป็นผู้ปกครองใน บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของการ เป็นผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
คำสั่งของศาลตาม มาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 33 ในคดีที่มีการร้องขอให้ศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนไร้ ความสามารถเพราะวิกลจริต ถ้าทางพิจารณาได้ความว่าบุคคลนั้น ไม่วิกลจริต แต่มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ เมื่อศาลเห็นสมควรหรือ เมื่อมีคำขอของคู่ความหรือของบุคคลตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 28 ศาล อาจสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ หรือในคดีที่มี การร้องขอให้ศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเพราะ มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ถ้าทางพิจารณาได้ความว่าบุคคลนั้น วิกลจริต เมื่อมีคำขอของคู่ความหรือของบุคคลตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 28 ศาลอาจสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้
มาตรา 34 คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอม ของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้
(1) นำทรัพย์สินไปลงทุน
(2) รับคืนทรัพย์สินที่ไปลงทุน ต้นเงินหรือทุนอย่างอื่น
(3) กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(4) รับประกันโดยประการใด ๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับ ชำระหนี้
(5) เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่า หกเดือนหรืออสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี
(6) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูป เพื่อ การกุศลการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(7) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือ ไม่รับการให้โดยเสน่หา
(8) ทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิ ในอสังหาริมทรัพย์หรือในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(9) ก่อสร้างหรือดัดแปลงโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือ ซ่อมแซมอย่างใหญ่
(10) เสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ เว้นแต่ การร้องขอตาม มาตรา 35 หรือการร้องขอถอนผู้พิทักษ์
(11) ประนีประนอมยอมความ หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโต- ตุลาการวินิจฉัย
ถ้ามีกรณีอื่นใดนอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่งซึ่งคนเสมือนไร้ความ สามารถอาจจัดการไปในทางเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือ ครอบครัวในการสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือ เมื่อผู้พิทักษ์ร้องขอในภายหลังศาลมีอำนาจสั่งให้คนเสมือนไร้ความ สามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะทำการนั้นได้
ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่ง อย่างใดที่กล่าวมาในวรรค 1 หรือวรรค 2 ได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุ มีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่
ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
คำสั่งของศาลตาม มาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การใดกระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรานี้ การนั้นเป็นโมฆียะ
มาตรา 35 ในกรณีที่ผู้พิทักษ์ไม่ยินยอมให้คนเสมือนไร้ความ สามารถกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตาม มาตรา 34 โดยปราศจาก เหตุผลอันสมควรเมื่อคนเสมือนไร้ความสามารถร้องขอ ศาลจะมีคำสั่ง อนุญาตให้กระทำการนั้นโดยไม่ต้องรับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก็ได้ ถ้าการนั้นจะเป็นคุณประโยชน์แก่คนเสมือนไร้ความสามารถ ให้ผู้พิพากษาและเจ้าพนักงานศาลซึ่งปฏิบัติงานในวันหยุดงาน หรือในเวลาใด ๆ นอกเวลาทำการปกติได้รับค่าตอบแทนเป็นพิเศษ ตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด โดยได้รับความเห็นชอบ จากกระทรวงการคลัง
*หมายเหตุ แก้ไขโดย (พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2539)
มาตรา 36 ถ้าเหตุที่ศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ได้สิ้นสุดไปแล้ว ให้นำบทบัญญัติ มาตรา 31 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ส่วนที่ 3 ภูมิลำเนา
มาตรา 37 ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมี สถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ
มาตรา 38 ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยน กันไปหรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่ง ให้ถือเอา แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น
มาตรา 39 ถ้าภูมิลำเนาไม่ปรากฏ ให้ถือว่าถิ่นที่อยู่เป็นภูมิลำเนา
มาตรา 40 บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง หรือเป็นผู้ครองชีพในการเดินทางไปมาปราศจากหลักแหล่งที่ทำ การงาน พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น
มาตรา 41 ภูมิลำเนาย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่ พร้อมด้วยเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา
มาตรา 42 ถ้าบุคคลใดได้เลือกเอาถิ่นใด โดยมีเจตนาปรากฏชัด แจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการเพื่อทำการใด ให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็น ภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการนั้น
มาตรา 43 ภูมิลำเนาของสามีและภริยา ได้แก่ถิ่นที่อยู่ที่สามีและ ภริยาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา เว้นแต่สามีหรือภริยาได้แสดงเจตนา ให้ปรากฏว่ามีภูมิลำเนาแยกต่างหากจากกัน
มาตรา 44 ภูมิลำเนาของผู้เยาว์ ได้แก่ภูมิลำเนาของผู้แทน โดยชอบธรรม ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครอง
ในกรณีที่ผู้เยาว์อยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา ถ้าบิดาและ มารดามีภูมิลำเนาแยกต่างหากจากกัน ภูมิลำเนาของผู้เยาว์ได้แก่ ภูมิลำเนาของบิดาหรือมารดาซึ่งตนอยู่ด้วย
มาตรา 45 ภูมิลำเนาของคนไร้ความสามารถ ได้แก่ภูมิลำเนา ของผู้อนุบาล
มาตรา 46 ภูมิลำเนาของข้าราชการ ได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ทำการ ตามตำแหน่งหน้าที่ หากมิใช่เป็นตำแหน่งหน้าที่ชั่วคราวชั่วระยะเวลา หรือเป็นเพียงแต่งตั้งไปเฉพาะการครั้งเดียวคราวเดียว
มาตรา 47 ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด ของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ เรือนจำหรือ ทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่ จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว

ส่วนที่ 4 สาปสูญ
มาตรา 48 ถ้าบุคคลใดไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยมิได้ ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยัง มีชีวิตอยู่หรือไม่ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาล จะสั่งให้ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปพลางก่อนตามที่จำเป็นเพื่อ จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้
เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปหนึ่งปี นับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจาก ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีผู้ใดได้รับข่าวเกี่ยวกับบุคคลนั้น ประการใดเลยก็ดีหรือหนึ่งปีนับแต่วันมีผู้ได้พบเห็น หรือได้ทราบ ข่าวมาเป็นครั้งหลังสุดก็ดีเมื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งร้องขอ ศาลจะตั้ง ผู้จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ขึ้นก็ได้
มาตรา 49 ในกรณีที่ผู้ไม่อยู่ได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปไว้ และสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไป หรือปรากฏว่าตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ ทั่วไปได้จัดการทรัพย์สินนั้นในลักษณะที่อาจเสียหายแก่บุคคลดังกล่าว ให้นำ มาตรา 48มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 50 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาล จะสั่งให้ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปจัดทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ไม่ อยู่ขึ้นตามที่ศาลจะมีคำสั่งก็ได้
มาตรา 51 ภายใต้บังคับ มาตรา 802 ถ้าตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ ทั่วไปเห็นเป็นการจำเป็นจะต้องทำการอันใดอันหนึ่งเกินขอบอำนาจ ที่ได้รับไว้ ต้องขออนุญาตต่อศาล และเมื่อศาลสั่งอนุญาตแล้วจึงจะ กระทำการนั้นได้
มาตรา 52 ผู้จัดการทรัพย์สินที่ศาลได้ตั้งขึ้น ต้องทำบัญชี ทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ให้เสร็จภายในสามเดือนนับแต่วันทราบคำสั่ง ตั้งของศาล แต่ผู้จัดการทรัพย์สินจะร้องขอต่อศาลให้ขยายเวลาก็ได
มาตรา 53 บัญชีทรัพย์สินตาม มาตรา 50 และ มาตรา 52 ต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องอย่างน้อยสองคน พยานสองคนนั้นต้องเป็นคู่สมรสหรือญาติของผู้ไม่อยู่ซึ่งบรรลุ นิติภาวะแล้ว แต่ถ้าไม่มีคู่สมรสหรือหาญาติไม่ได้ หรือคู่สมรสและ ญาติไม่ยอมเป็นพยาน จะให้ผู้อื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วเป็นพยานก็ได้ ้
มาตรา 54 ผู้จัดการทรัพย์สินมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับ ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปตาม มาตรา 801และ มาตรา 802 ถ้าผู้จัดการทรัพย์สินเห็นเป็นการจำเป็นจะต้องทำการอันใดอันหนึ่ง เกินขอบอำนาจ ต้องขออนุญาตต่อศาล และเมื่อศาลสั่งอนุญาตแล้ว จึงจะกระทำการนั้นได้
มาตรา 55 ถ้าผู้ไม่อยู่ได้ตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเฉพาะการ อันใดไว้ผู้จัดการทรัพย์สินจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการอันเป็นอำนาจ เฉพาะการนั้นไม่ได้แต่ถ้าปรากฏว่าการที่ตัวแทนจัดทำอยู่นั้นอาจ จะเสียหายแก่ผู้ไม่อยู่ ผู้จัดการทรัพย์สินจะร้องขอให้ศาลถอดถอน ตัวแทนนั้นเสียก็ได้
มาตรา 56 เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ หรือ เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลอาจสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) ให้ผู้จัดการทรัพย์สินหาประกันอันสมควรในการจัดการ ทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ตลอดจนการมอบคืนทรัพย์สินนั้น
(2) ให้ผู้จัดการทรัพย์สินแถลงถึงความเป็นอยู่แห่งทรัพย์สินของ ผู้ไม่อยู่
(3) ถอดถอนผู้จัดการทรัพย์สิน และตั้งผู้อื่นให้เป็นผู้จัดการ ทรัพย์สินแทนต่อไป
มาตรา 57 ในคำสั่งตั้งผู้จัดการทรัพย์สิน ศาลจะกำหนดบำเหน็จ ให้แก่ผู้จัดการทรัพย์สินโดยจ่ายจากทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้นก็ได้ ถ้า ศาลมิได้กำหนด ผู้จัดการทรัพย์สินจะร้องขอต่อศาลให้กำหนดบำเหน็จ ในภายหลังก็ได้
ถ้าผู้จัดการทรัพย์สิน หรือผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ ร้องขอหรือเมื่อมีกรณีปรากฏแก่ศาลว่า พฤติการณ์เกี่ยวกับการ จัดการทรัพย์สินได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลจะสั่งกำหนดบำเหน็จ งด ลด เพิ่ม หรือกลับให้บำเหน็จแก่ผู้จัดการทรัพย์สินอีกก็ได้
มาตรา 58 ความเป็นผู้จัดการทรัพย์สินย่อมสิ้นสุดลงในกรณี ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ไม่อยู่นั้นกลับมา
(2) ผู้ไม่อยู่นั้นมิได้กลับมา แต่ได้จัดการทรัพย์สินหรือตั้งตัวแทน เพื่อจัดการทรัพย์สินของตนแล้ว
(3) ผู้ไม่อยู่ถึงแก่ความตายหรือศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ
(4) ผู้จัดการทรัพย์สินลาออกหรือถึงแก่ความตาย
(5) ผู้จัดการทรัพย์สินเป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ ความสามารถ
(6) ผู้จัดการทรัพย์สินเป็นบุคคลล้มละลาย
(7) ศาลถอดถอนผู้จัดการทรัพย์สิน
มาตรา 59 ในกรณีที่ความเป็นผู้จัดการทรัพย์สินสิ้นสุดลงเพราะ เหตุตาม มาตรา 58(4)(5) หรือ (6) ผู้จัดการทรัพย์สินหรือทายาท ของผู้จัดการทรัพย์สิน ผู้จัดการมรดก ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ หรือผู้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของผู้จัดการทรัพย์สิน แล้วแต่กรณีจะต้องแถลงให้ศาลทราบถึงความสิ้นสุดนั้นโดยไม่ชักช้า เพื่อศาลจะได้มีคำสั่งเกี่ยวกับผู้จัดการทรัพย์สินต่อไปตามที่เห็นสมควร ในระหว่างเวลาดังกล่าวนั้นบุคคลดังกล่าวจะต้องจัดการตามควรแก่ พฤติการณ์เพื่อรักษาประโยชน์ของผู้ไม่อยู่ จนกว่าจะได้ส่งมอบ ทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดตามที่ศาลจะได้มีคำสั่ง
มาตรา 60 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่งประมวลกฎหมายนี้ มาใช้บังคับแก่การจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่โดยอนุโลม
มาตรา 61 ถ้าบุคคลใดได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มี ใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาห้าปี เมื่อผู้มี ส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็น คนสาบสูญก็ได้
ระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ลดเหลือสองปี
(1) นับแต่วันที่การรบหรือสงครามสิ้นสุดลง ถ้าบุคคลนั้นอยู่ใน การรบหรือสงคราม และหายไปในการรบหรือสงครามดังกล่าว
(2) นับแต่วันที่ยานพาหนะที่บุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลาย หรือสูญหายไป
(3) นับแต่วันที่เหตุอันตรายแก่ชีวิตนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) หรือ (2) ได้ผ่านพ้นไป ถ้าบุคคลนั้นตกอยู่ในอันตรายเช่นว่านั้น
มาตรา 62 บุคคลซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ให้ถือว่า ถึงแก่ความตายเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังที่ระบุไว้ใน มาตรา 61
มาตรา 63 เมื่อบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นเอง หรือ มีผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการ ร้องขอต่อศาล และพิสูจน์ได้ว่า บุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ก็ดี หรือว่า ตายในเวลาอื่นผิดไปจากเวลาดังระบุไว้ใน มาตรา 62 ก็ดี ให้ศาลสั่ง ถอนคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญนั้น แต่การถอนคำสั่งนี้ ย่อมไม่กระทบ กระเทือนถึงความสมบูรณ์แห่งการทั้งหลายอันได้ทำไปโดยสุจริต ในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญจนถึงเวลาถอน คำสั่งนั้น
บุคคลผู้ได้ทรัพย์สินมาเนื่องแต่การที่ศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคน สาบสูญ แต่ต้องเสียสิทธิของตนไปเพราะศาลสั่งถอนคำสั่งให้บุคคล นั้นเป็นคนสาบสูญ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่ง ประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 64 คำสั่งศาลให้เป็นคนสาบสูญ หรือคำสั่งถอนคำสั่งให้ เป็นคนสาบสูญ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หมวด 2 นิติบุคคล
ส่วนที่ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

มาตรา 65 นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่ง ประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
มาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิ และหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่ หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง
มาตรา 67 ภายใต้บังคับ มาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและ หน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดย สภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น
มาตรา 68 ภูมิลำเนาของนิติบุคคลได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงาน ใหญ่หรือถิ่นอันเป็นที่ตั้งที่ทำการ หรือถิ่นที่ได้เลือกเอาเป็นภูมิลำเนา เฉพาะการตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้ง
มาตรา 69 ในกรณีที่นิติบุคคลมีที่ตั้งทำการหลายแห่ง หรือมี สำนักงานสาขา ให้ถือว่าถิ่นอันเป็นที่ตั้งของที่ทำการหรือของ สำนักงานสาขาเป็นภูมิลำเนาในส่วนกิจการอันได้กระทำ ณ ที่นั้นด้วย
มาตรา 70 นิติบุคคลต้องมีผู้แทนคนหนึ่งหรือหลายคน ทั้งนี้ตาม ที่กฎหมายข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งจะได้กำหนดไว้
ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล
มาตรา 71 ในกรณีที่นิติบุคคลมีผู้แทนหลายคน การดำเนิน กิจการของนิติบุคคลให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของผู้แทนของ นิติบุคคลนั้น เว้นแต่จะได้มีข้อกำหนดไว้เป็นประการอื่นในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง
มาตรา 72 การเปลี่ยนตัวผู้แทนของนิติบุคคล หรือการจำกัดหรือ แก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจของผู้แทนของนิติบุคคล ให้มีผลต่อเมื่อได้ ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้งแล้ว แต่จะยกขึ้น เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตมิได้
มาตรา 73 ถ้ามีตำแหน่งว่างลงในจำนวนผู้แทนของนิติบุคคล และมีเหตุอันควรเชื่อว่าการปล่อยตำแหน่งว่างไว้น่าจะเกิดความ เสียหายขึ้นได้ เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอ ศาล จะแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้นก็ได้
มาตรา 74 ถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้ เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะ เป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้
มาตรา 75 ถ้ากรณีตาม มาตรา 74 เป็นเหตุให้ไม่มีผู้แทนของ นิติบุคคลเหลืออยู่ หรือผู้แทนของนิติบุคคลที่เหลืออยู่มีจำนวนไม่พอ จะเป็นองค์ประชุมหรือไม่พอจะกระทำการอันนั้นได้ หากกฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งของนิติบุคคลนั้นมิได้มีข้อกำหนดในเรื่อง นี้ไว้เป็นอย่างอื่น ให้นำความใน มาตรา 73 มาใช้บังคับเพื่อตั้งผู้แทน เฉพาะการโดยอนุโลม
มาตรา 76 ถ้าการกระทำตามหน้าที่ของผู้แทนของนิติบุคคลหรือ ผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ บุคคลอื่น นิติบุคคลนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความ เสียหายนั้น แต่ไม่สูญเสียสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ก่อความเสียหาย
ถ้าความเสียหายแก่บุคคลอื่น เกิดจากการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบ วัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของนิติบุคคล บรรดาบุคคลดังกล่าว ตามวรรคหนึ่งที่ได้เห็นชอบให้กระทำการนั้นหรือได้เป็นผู้กระทำการ ดังกล่าว ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่ได้รับ ความเสียหายนั้น
มาตรา 77 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่งประมวลกฎหมาย นี้ มาใช้บังคับแก่ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคลกับผู้แทนของ นิติบุคคล และระหว่างนิติบุคคลหรือผู้แทนของนิติบุคคลกับบุคคล ภายนอก โดยอนุโลม

ส่วนที่ 2 สมาคม
มาตรา 78 การก่อตั้งสมาคมเพื่อกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะ ต่อเนื่องร่วมกันและมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน ต้องมีข้อบังคับและจดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาตรา 79 ข้อบังคับของสมาคมอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อสมาคม
(2) วัตถุประสงค์ของสมาคม
(3) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ และที่ตั้งสำนักงานสาขาทั้งปวง
(4) วิธีรับสมาชิก และการขาดจากสมาชิกภาพ
(5) อัตราค่าบำรุง
(6) ข้อกำหนดเกี่ยวกับคณะกรรมการของสมาคม ได้แก่ จำนวน กรรมการ การตั้งกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ และการประชุมของคณะกรรมการ
(7) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการสมาคม การบัญชี และ ทรัพย์สินของสมาคม
(8) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการประชุมใหญ่
มาตรา 80 สมาคมต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า "สมาคม" ประกอบกับ ชื่อของสมาคม
มาตรา 81 การขอจดทะเบียนสมาคมนั้น ให้ผู้จะเป็นสมาชิกของ สมาคมจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน ร่วมกันยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อ นายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมจะตั้งขึ้น พร้อม กับแนบข้อบังคับของสมาคม รายชื่อ ที่อยู่ และอาชีพของผู้จะเป็น สมาชิกไม่น้อยกว่าสิบคน และรายชื่อ ที่อยู่และอาชีพของผู้จะเป็น กรรมการของสมาคมมากับคำขอด้วย
มาตรา 82 เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอจดทะเบียนพร้อมทั้ง ข้อบังคับแล้วเห็นว่าคำขอนั้นถูกต้องตาม มาตรา 81 และข้อบังคับ ถูกต้องตาม มาตรา 89 และวัตถุประสงค์ของสมาคมไม่ขัดต่อกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือไม่เป็นภยันตรายต่อความสงบสุข ของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐและรายการซึ่งจดแจ้งในคำขอ หรือข้อบังคับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคม และผู้จะเป็น กรรมการของสมาคมนั้นมีฐานะและความประพฤติเหมาะสมในการ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสมาคม ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน และออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่สมาคมนั้น และประกาศ การจัดตั้งสมาคมในราชกิจจานุเบกษา
ถ้านายทะเบียนเห็นว่าคำขอหรือข้อบังคับไม่ถูกต้องตาม มาตรา 81 หรือ มาตรา 79 หรือรายการซึ่งจดแจ้งในคำขอหรือข้อบังคับ ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคม หรือผู้จะเป็นกรรมการของ สมาคมมีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตาม วัตถุประสงค์ของสมาคม ให้มีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำของจดทะเบียนแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง เมื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงถูกต้องแล้ว ให้รับจดทะเบียน และออกใบสำคัญแสดงการให้แก่สมาคมนั้น
ถ้านายทะเบียนเห็นว่าไม่อาจรับจดทะเบียนได้ เนื่องจากวัตถุ ประสงค์ของสมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคง ของรัฐ หรือผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนไม่แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งของนายทะเบียน ให้นาย ทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนและแจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลที่ ไม่รับจดทะเบียนไปยังผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนโดยมิชักช้า
ผู้ยื่นคำของจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนนั้น ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อ นายทะเบียนภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่รับการ จดทะเบียน
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยอุทธรณ์ และแจ้ง คำวินิจฉัยให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่นายทะเบียน ได้รับหนังสืออุทธรณ์คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นที่สุด
               มาตรา 83 สมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล
มาตรา 84 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคมจะกระทำได้ ก็แต่โดยมติของที่ประชุมใหญ่ และสมาคมต้องนำข้อบังคับที่ได้แก้ไข เพิ่มเติมไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ ของสมาคมตั้งอยู่ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้ลงมติและให้นำความ ใน มาตรา 82 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียน แล้วให้มีผลใช้บังคับได้
มาตรา 85 การแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุด หรือ การเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม ให้กระทำตามข้อบังคับของ สมาคม และสมาคมต้องนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการ แต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม
ถ้านายทะเบียนเห็นว่ากรรมการของสมาคมตามวรรคหนึ่งผู้ใด มีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุ ประสงค์ของสมาคมนายทะเบียนจะไม่รับจดทะเบียนกรรมการของ สมาคมผู้นั้นก็ได้ ในกรณีที่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนกรรมการ ของสมาคม นายทะเบียนต้องแจ้งเหตุผลที่ไม่รับจดทะเบียนให้สมาคม ทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนและให้นำความ ใน มาตรา 82 วรรคสี่และวรรคห้ามาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในระหว่างที่ยังไม่มีการจดทะเบียนกรรมการของสมาคมชุดใหม่ ถ้าข้อบังคับของสมาคมมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้กรรมการของ สมาคมชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่กรรมการของสมาคมต่อไป จนกว่าจะ ได้มีการจดทะเบียนกรรมการของสมาคมชุดใหม่
มาตรา 86 คณะกรรมการของสมาคมเป็นผู้ดำเนินกิจการของ สมาคมตามกฎหมายและข้อบังคับ ภายใต้การควบคุมดูแลของที่ ประชุมใหญ่
มาตรา 87 คณะกรรมการของสมาคมเป็นผู้แทนของสมาคมใน กิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
มาตรา 88 บรรดากิจการที่คณะกรรมการของสมาคมได้กระทำไป แม้จะปรากฏในภายหลังว่ามีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตั้ง หรือคุณสมบัติ ของกรรมการของสมาคม กิจการนั้นย่อมมีผลสมบูรณ์
มาตรา 89 สมาชิกของสมาคมมีสิทธิที่จะตรวจตรากิจการและ ทรัพย์สินของสมาคมในระหว่างเวลาทำการของสมาคมได้
มาตรา 90 สมาชิกของสมาคมต้องชำระค่าบำรุงเต็มจำนวนใน วันที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือในวันเริ่มต้นของระยะเวลาชำระค่า บำรุงแล้วแต่กรณี เว้นแต่ข้อบังคับของสมาคมจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 91 สมาชิกของสมาคมจะลาออกจากสมาคมเมื่อใดก็ได้ เว้นแต่ข้อบังคับของสมาคมจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่เพิ่ม เติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 92 สมาชิกแต่ละคนมีความรับผิดชอบในหนี้ของสมาคม ไม่เกินจำนวนค่าบำรุงที่สมาชิกนั้นค้างชำระอยู่
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 93 คณะกรรมการของสมาคมต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่ สามัญอย่างน้อยปีละครั้ง
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 94 คณะกรรมการของสมาคมจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ เมื่อใดก็สุดแต่จะเห็นสมควร
สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อย กว่าที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ จะทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการ ของสมาคมให้ประชุมใหญ่วิสามัญก็ได้ ในหนังสือนั้นต้องระบุว่า ประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด
เมื่อคณะกรรมการของสมาคมได้รับหนังสือร้องขอ ให้เรียก ประชุมใหญ่วิสามัญตามวรรคสอง ให้คณะกรรมการของสมาคมเรียก ประชุมใหญ่วิสามัญโดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายในสามสิบวันนับ แต่วันที่ได้รับคำร้องขอ
ถ้าคณะกรรมการของสมาคมไม่เรียกประชุมภายในระยะเวลา ตามวรรคสาม สมาชิกที่เป็นผู้ร้องขอให้เรียกประชุมหรือสมาชิกอื่น รวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนสมาชิกที่กำหนดตามวรรคสอง จะเรียกประชุมเองก็ได้
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 95 ในการเรียกประชุมใหญ่ คณะกรรมการของสมาคม ต้องส่งหนังสือนัดประชุมไปยังสมาชิกทุกคน ซึ่งมีชื่อในทะเบียนของ สมาคมก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันหรือลงพิมพ์โฆษณาอย่าง น้อยสองคราวในหนังสือพิมพ์ที่แพร่หลายในท้องที่ฉบับหนึ่งก่อนวัน นัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก็ได้
การเรียกประชุมใหญ่ต้องระบุสถานที่ วัน เวลา และระเบียบวาระ การประชุมและจัดส่งรายละเอียดและเอกสารที่เกี่ยวข้องตามควรไป พร้อมกันด้วยสำหรับการเรียกประชุมใหญ่โดยการพิมพ์โฆษณา รายละเอียดและเอกสารดังกล่าวต้องจัดไว้และพร้อมที่จะมอบให้แก่ สมาชิกที่ร้องขอ ณ สถานที่ที่ผู้เรียกประชุมกำหนด
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 96 การประชุมใหญ่ของสมาคมต้องมีสมาชิกมาประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่ข้อบังคับของสมาคมจะกำหนดองค์ประชุมไว้เป็นอย่างอื่น
ในการประชุมใหญ่ครั้งใด ถ้าไม่ได้องค์ประชุมตามที่กำหนดไว้ และการประชุมใหญ่นั้นได้เรียกตามคำร้องขอของสมาชิกก็ให้งดการ ประชุม แต่ถ้าเป็นการประชุมใหญ่ที่สมาชิกมิได้เป็นผู้ร้องขอ ให้ คณะกรรมการของสมาคมเรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยจัดให้ มีการประชุมขึ้นภายในสิบสี่วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก การประชุมครั้งหลังนี้ไม่บังคับว่าจำต้องครบองค์ประชุม
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 97 มติของที่ประชุม ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ เว้นแต่กรณีที่ข้อบังคับของสมาคมกำหนดเสียงข้างมากไว้เป็นพิเศษ โดยเฉพาะ
สมาชิกคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 98 สมาชิกจะมอบอำนาจให้สมาชิกผู้ใดมาเข้าประชุมและ ออกเสียงลงคะแนนแทนตนก็ได้ เว้นแต่ข้อบังคับของสมาชิกของ สมาคมจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 99 ในกรณีที่จะมีมติในเรื่องใด ถ้าส่วนได้เสียของกรรมการ หรือสมาชิกของสมาคมผู้ใดขัดกับประโยชน์ได้เสียของสมาคมกรรมการ หรือสมาชิกของสมาคมผู้นั้นจะออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้นไม่ได้
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 100 ในการประชุมใหญ่ครั้งใด ถ้าได้มีการนัดประชุมหรือ การลงมติโดยไม่ปฏิบัติตาม หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของสมาคมหรือบท บัญญัติในส่วนนี้สมาชิกหรือพนักงานอัยการอาจร้องขอให้ศาลสั่งเพิก ถอนมติในการประชุมใหญ่ครั้งนั้นได้ แต่ต้องร้องขอต่อศาลภายใน หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ลงมติ
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 101 สมาคมย่อมเลิกด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีเหตุตามที่กำหนดในข้อบังคับ
(2) ถ้าสมาคมตั้งขึ้นไว้เฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสิ้นระยะเวลานั้น
(3) ถ้าสมาคมตั้งขึ้นเพื่อกระทำกิจการใด เมื่อกิจการนั้นสำเร็จแล้ว
(4) เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติให้เลิก
(5) เมื่อสมาคมล้มละลาย
(6) เมื่อนายทะเบียนถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนตาม มาตรา 102
(7) เมื่อศาลสั่งให้เลิกตาม มาตรา 104
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 102 ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งถอนชื่อสมาคมออกจาก ทะเบียนได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อปรากฏในภายหลังการจดทะเบียนว่า วัตถุประสงค์ของ สมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็น ภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และ นายทะเบียนได้สั่งให้แก้ไขแล้วแต่สมาคมไม่ปฏิบัติตามภายในระยะ เวลาที่นายทะเบียนกำหนด
(2) เมื่อปรากฏว่าการดำเนินกิจการของสมาคมขัดต่อกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความ สงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ
(3) เมื่อสมาคมหยุดดำเนินกิจการติดต่อกันตั้งแต่สองปีขึ้นไป
(4) เมื่อปรากฏว่าสมาคมให้หรือปล่อยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการ ของสมาคมเป็นผู้ดำเนินกิจการของสมาคม
(5) เมื่อสมาคมมีสมาชิกเหลือน้อยกว่าสิบคน มาเป็นเวลาติดต่อ กันกว่าสองปี
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 103 เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งให้ถอนชื่อสมาคมใดออก จากทะเบียนตาม มาตรา 102 แล้ว ให้นายทะเบียนแจ้งคำสั่งพร้อม ด้วยเหตุผลไปยังสมาคมนั้นโดยมิชักช้า และประกาศการเลิกสมาคม ในราชกิจจานุเบกษา
กรรมการคนหนึ่งคนใดหรือสมาชิกของสมาคมจำนวนไม่น้อยกว่า
สามคนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อ นายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งและให้นำความใน มาตรา 82 วรรคห้ามาใช้บังคับโดยอนุโลม
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 104 เมื่อมีกรณีตาม มาตรา 102 ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้อง ขอให้นายทะเบียนถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนได้ ถ้านายทะเบียน ไม่ปฏิบัติตามคำร้องขอ โดยไม่แจ้งเหตุผลให้ผู้ร้องขอทราบภายใน เวลาอันสมควรหรือนายทะเบียนได้แจ้งเหตุผลให้ทราบแล้วแต่ผู้ร้อง ขอไม่พอใจในเหตุผลดังกล่าว ผู้ร้องขอนั้นจะร้องขอต่อศาลให้สั่งเลิก สมาคมนั้นเสียก็ได้
มาตรา 105 เมื่อสมาคมมีเหตุต้องเลิกตาม มาตรา 101 (1) (2) (3) หรือ
(4) ให้คณะกรรมการของสมาคมที่อยู่ในตำแหน่งขณะมี การเลิกสมาคมแจ้งการเลิกสมาคมต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วัน นับแต่วันที่มีการเลิกสมาคม
ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษา หรือคำสั่งถึงที่สุดให้สมาคมล้มละลายตาม มาตรา 101 (5) หรือมีคำสั่งถึงที่สุดให้เลิกสมาคมตาม มาตรา 104 ให้ศาลแจ้งคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวให้นายทะเบียนทราบด้วย
ให้นายทะเบียนประกาศการเลิกสมาคมในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 106 ในกรณีที่มีการเลิกสมาคม ให้มีการชำระบัญชีสมาคม และให้นำบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 22 ว่าด้วยการชำระบัญชี ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัด มาใช้บังคับ แก่การชำระบัญชีสมาคมโดยอนุโลม
มาตรา 107 เมื่อได้ชำระบัญชีแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใด จะแบ่งให้แก่สมาชิกของสมาคมนั้นไม่ได้ ทรัพย์สินที่เหลือนั้นจะต้อง โอนให้แก่สมาคมหรือมูลนิธิหรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับ การสาธารณกุศล ตามที่ได้ระบุชื่อไว้ในข้อบังคับของสมาคม หรือถ้า ข้อบังคับไม่ได้ระบุชื่อไว้ก็ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมใหญ่ แต่ถ้า
ข้อบังคับของสมาคมหรือที่ประชุมใหญ่มิได้ระบุผู้รับโอนทรัพย์สิน ดังกล่าวไว้ หรือระบุไว้แต่ไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ทรัพย์สินที่เหลือ อยู่นั้นตกเป็นของแผ่นดิน
มาตรา 108 ผู้ใดประสงค์จะขอตรวจเอกสารเกี่ยวกับสมาคมที่ นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ หรือจะขอให้นายทะเบียนคัดสำเนาเอกสาร ดังกล่าวพร้อมด้วยคำรับรองว่าถูกต้อง ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน
และเมื่อได้เสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ให้ นายทะเบียนปฏิบัติตามคำขอนั้น
มาตรา 109 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตาม บทบัญญัติในส่วนนี้และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนกับออกกฎ กระทรวงเกี่ยวกับ
(1) การยื่นคำขอจดทะเบียนและการรับจดทะเบียน
(2) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การคัด สำเนาเอกสาร และค่าธรรมเนียมการขอให้นายทะเบียนดำเนินการ ใด ๆ เกี่ยวกับสมาคม รวมทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าว
(3) การดำเนินกิจการของสมาคมและการทะเบียนสมาคม
(4) การอื่นใดเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติในส่วนนี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

ส่วนที่ 3 มูลนิธิ
มาตรา 110 มูลนิธิได้แก่ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับ วัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษาหรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้ มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายนี้
การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ ต้องมิใช่เป็นการหาผลประโยชน์ เพื่อบุคคลใดนอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง
มาตรา 111 มูลนิธิต้องมีข้อบังคับ และต้องมีคณะกรรมการของ มูลนิธิประกอบด้วยบุคคลอย่างน้อยสามคน เป็นผู้ดำเนินกิจการของ มูลนิธิตามกฎหมายและข้อบังคับของมูลนิธิ
มาตรา 112 ข้อบังคับของมูลนิธิอย่างน้อยต้องมีรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อมูลนิธิ
(2) วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
(3) ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และที่ตั้งสำนักงานสาขาทั้งปวง
(4) ทรัพย์สินของมูลนิธิขณะจัดตั้ง
(5) ข้อกำหนดเกี่ยวกับคณะกรรมการของมูลนิธิ ได้แก่ จำนวน กรรมการ การตั้งกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ และการประชุมของคณะกรรมการ
(6) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการมูลนิธิ การจัดการทรัพย์สิน และบัญชีของมูลนิธิ
มาตรา 113 มูลนิธิต้องใช้ชื่อซึ่งมีคำว่า "มูลนิธิ" ประกอบกับชื่อ ของมูลนิธิ
มาตรา 114 การขอจดทะเบียนมูลนิธินั้น ให้ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิยื่น คำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของ มูลนิธิจะตั้งขึ้น ในคำขออย่างน้อยต้องระบุเจ้าของทรัพย์สินและ รายการทรัพย์สินที่จะจัดสรรสำหรับมูลนิธิ รายชื่อ ที่อยู่และอาชีพ ของผู้จะเป็นกรรมการของมูลนิธิทุกคน พร้อมกับแนบข้อบังคับของ มูลนิธิมากับคำขอด้วย
มาตรา 115 เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอแล้วเห็นว่า คำขอนั้น ถูกต้องตาม มาตรา 114 และข้อบังคับถูกต้องตาม มาตรา 112 และ วัตถุประสงค์เป็นไปตาม มาตรา 110 และไม่ขัดต่อกฎหมายหรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่เป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของ ประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และรายการซึ่งจดแจ้งในคำขอ หรือข้อบังคับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและผู้จะเป็น กรรมการของมูลนิธินั้นมีฐานะและความประพฤติเหมาะสมในการ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน และออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่มูลนิธินั้น และประกาศ การจัดตั้งมูลนิธิในราชกิจจานุเบกษา
ถ้านายทะเบียนเห็นว่าคำขอ หรือข้อบังคับไม่ถูกต้องตาม มาตรา 114 หรือ มาตรา 112 หรือรายการซึ่งจดแจ้งในคำขอหรือข้อบังคับ ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ หรือผู้จะเป็นกรรมการของ มูลนิธิมีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตาม วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ให้มีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแก้ไขหรือเปลี่ยน แปลงให้ถูกต้อง เมื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงถูกต้องแล้ว ให้รับจด ทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่มูลนิธินั้น
ถ้านายทะเบียนเห็นว่าไม่อาจรับจดทะเบียนได้ เนื่องจากวัตถุ ประสงค์ของมูลนิธิไม่เป็นไปตาม มาตรา 110 หรือขัดต่อกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรืออาจเป็นภยันตรายต่อความ สงบสุขของประชาชน หรือความมั่นคงของรัฐ หรือผู้ขอจดทะเบียน ไม่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบ คำสั่งของนายทะเบียน ให้นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน และ แจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลที่ไม่รับจดทะเบียนให้ผู้ขอจดทะเบียน ทราบโดยมิชักช้า
ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนนั้นต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อนาย ทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่รับจดทะเบียน
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยอุทธรณ์ และแจ้ง คำวินิจฉัยให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่นายทะเบียน ได้รับหนังสืออุทธรณ์คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นที่สุด
มาตรา 116 ก่อนที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนมูลนิธิ ผู้ขอจัดตั้ง มูลนิธิมีสิทธิขอถอนการจัดตั้งมูลนิธิได้โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อ นายทะเบียน สิทธิที่จะขอถอนการจัดตั้งมูลนิธินี้ไม่ตกทอดไปยัง ทายาท
ในกรณีที่มีผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิหลายคน ถ้าผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิคนหนึ่ง คนใดใช้สิทธิถอนการจัดตั้งมูลนิธิ ให้คำขอจัดตั้งมูลนิธินั้นเป็นอัน ระงับไป
มาตรา 117 ในกรณีที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตายก่อน นายทะเบียนรับจดทะเบียนมูลนิธิ ถ้าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิที่ขอจัดตั้งไว้ ให้คำขอจัดตั้งมูลนิธิที่ผู้ตายได้ยื่นไว้ ต่อนายทะเบียนยังคงใช้ได้ต่อไปและให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดก หรือผู้ซึ่งผู้ตายมอบหมาย ดำเนินการในฐานะเป็นผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิ ต่อไป ถ้าบุคคลดังกล่าวไม่ดำเนินการภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่ วันที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตาย บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย หรือ พนักงานอัยการจะดำเนินการในฐานะเป็นผู้ขอจัดตั้งมูลนิธินั้นต่อไปก็ได้
ในกรณีที่ไม่สามารถจัดตั้งมูลนิธิขึ้นได้ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้ตาย กำหนดไว้ถ้าหากไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายสั่งการในเรื่องนี้ไว้เป็น อย่างอื่น ให้นำความใน มาตรา 1679 วรรคสอง มาใช้บังคับโดย อนุโลม ถ้าไม่สามารถดำเนินการตาม มาตรา 1679 วรรคสอง หรือมูลนิธิจัดตั้งขึ้นไม่ได้ตาม มาตรา 115 ให้ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้ ตกเป็นมรดกของผู้ตาย
มาตรา 118 ในกรณีที่มีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ก่อตั้งมูลนิธิตาม มาตรา 1676 ให้บุคคลซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องจัดตั้งมูลนิธิตาม มาตรา 1677 วรรคหนึ่งดำเนินการตาม มาตรา 114 และตามบทบัญญัติ แห่ง มาตรานี้
ถ้าบุคคลซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องจัดตั้งมูลนิธิตามวรรคหนึ่ง มิได้ขอ จดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่บุคคล ดังกล่าวได้รู้หรือควรรู้ข้อกำหนดพินัยกรรมให้ก่อตั้งมูลนิธิ บุคคล ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด หรือพนักงานอัยการจะเป็นผู้ขอจด ทะเบียนมูลนิธิก็ได้
ถ้าผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนมูลนิธิไม่ดำเนินการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง ให้ถูกต้องตามคำสั่งของนายทะเบียนตาม มาตรา 115 จนเป็นเหตุ ให้นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนมูลนิธิเพราะเหตุดังกล่าว บุคคล ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดหรือพนักงานอัยการจะเป็นผู้ขอจดทะเบียน มูลนิธินั้นอีกก็ได้
ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนก่อตั้งมูลนิธิตาม มาตรานี้ จะขอถอนการ ก่อตั้งมูลนิธิตาม มาตรา 116 ไม่ได้
ในกรณีที่มีผู้คัดค้านต่อนายทะเบียนว่าพินัยกรรมนั้นมิได้กำหนด ให้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิ ให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้คัดค้านไปร้องต่อศาล ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน และให้นาย ทะเบียนรอการพิจารณาการจดทะเบียนไว้ก่อน เพื่อดำเนินการตาม คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ถ้าผู้คัดค้านไม่ยื่นคำร้องต่อศาล ภายในเวลาที่กำหนด ให้นายทะเบียนพิจารณาการจดทะเบียน มูลนิธินั้นต่อไป
มาตรา 119 ในกรณีที่มีข้อกำหนดพินัยกรรมให้จัดตั้งมูลนิธิ ถ้า พินัยกรรมที่ทำไว้มิได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับรายการตาม มาตรา 112 (1) (3) (5) หรือ (6) ให้ผู้ยื่นคำขอตาม มาตรา 118 กำหนดรายการ ดังกล่าวได้ ถ้าผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดคัดค้าน ให้นายทะเบียนมี คำสั่งตามที่เห็นสมควรแล้วแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอและผู้คัดค้านทราบพร้อม ทั้งแจ้งด้วยว่า หากผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านไม่พอใจในคำสั่งดังกล่าว ก็ให้ไปร้องคัดค้านต่อศาลภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก นายทะเบียน และให้นายทะเบียนรอการพิจารณาจดทะเบียนไว้ก่อน เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แต่ถ้าไม่มีการร้อง คัดค้านต่อศาลภายในเวลาที่กำหนด ให้นายทะเบียนพิจารณาจด ทะเบียนมูลนิธิตามที่ได้มีคำสั่งไว้นั้นต่อไป
มาตรา 120 ในกรณีที่มีบุคคลหลายรายยื่นคำขอจดทะเบียน มูลนิธิตามพินัยกรรมของเจ้ามรดกรายเดียวกัน ถ้าคำขอนั้นมีข้อขัด แย้งกันให้นายทะเบียนเรียกผู้ยื่นคำขอมาตกลงกัน และถ้าผู้ยื่นคำขอ ไม่มาตกลงกันหรือตกลงกันไม่ได้ภายในระยะเวลาที่นายทะเบียน กำหนด ให้นายทะเบียนมีคำสั่งตามที่เห็นสมควร และให้นำความใน มาตรา 119 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 121 เมื่อได้จดทะเบียนมูลนิธิแล้ว ถ้าผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิ มีชีวิตอยู่ให้ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เพื่อการนั้นตกเป็นของมูลนิธิ ตั้งแต่ วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนมูลนิธิเป็นต้นไป
ในกรณีที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตาย ก่อนนายทะเบียนรับ จดทะเบียนมูลนิธิ เมื่อได้จดทะเบียนมูลนิธิแล้ว ให้ทรัพย์สินที่จัดสรร ไว้เพื่อการนั้นตกเป็นของมูลนิธิ ตั้งแต่เวลาที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธินั้นถึง แก่ความตาย
มาตรา 122 มูลนิธิที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล
มาตรา 123 คณะกรรมการของมูลนิธิเป็นผู้แทนของมูลนิธิใน กิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
มาตรา 124 บรรดากิจการที่คณะกรรมการของมูลนิธิได้กระทำไป แม้จะปรากฏในภายหลังว่ามีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการแต่งตั้ง หรือ คุณสมบัติของกรรมการของมูลนิธิ กิจการนั้นย่อมมีผลสมบูรณ์
มาตรา 125 การแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่ทั้งชุด หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ ให้กระทำตามข้อบังคับของ มูลนิธิ และมูลนิธิต้องนำไปจดทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ มีการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ
ถ้านายทะเบียนเห็นว่ากรรมการของมูลนิธิตามวรรคหนึ่งผู้ใด มีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสม ในการดำเนินการตามวัตถุ ประสงค์ของมูลนิธินายทะเบียนจะไม่รับจดทะเบียนกรรมการของ มูลนิธิผู้นั้นก็ได้ ในกรณีที่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนกรรมการของ มูลนิธิ นายทะเบียนต้องแจ้งเหตุผลที่ไม่รับจดทะเบียนให้มูลนิธิทราบ ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนและให้นำความใน มาตรา 115 วรรคสี่และวรรคห้ามาใช้บังคับโดยอนุโลม
ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งและไม่มีกรรมการ ของมูลนิธิเหลืออยู่ หรือกรรมการของมูลนิธิที่เหลืออยู่ไม่สามารถ ดำเนินการตามหน้าที่ได้ ถ้าข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดการ ปฏิบัติหน้าที่ไว้เป็นอย่างอื่นให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไปจนกว่านายทะเบียนจะได้แจ้ง การรับจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่
กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่ง เพราะถูกถอดถอนโดย คำสั่งศาลตาม มาตรา 129จะปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคสามไม่ได้
มาตรา 126 ภายใต้บังคับ มาตรา 127 ให้คณะกรรมการของมูลนิธิ เป็นผู้มีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ แต่ถ้าข้อบังคับของ มูลนิธิได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ การแก้ไข เพิ่มเติมต้องเป็นไปตามที่ข้อบังคับกำหนด และให้มูลนิธินำข้อบังคับ ที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่คณะกรรมการของมูลนิธิได้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของ มูลนิธิและให้นำความใน มาตรา 115 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 127 การแก้ไขเพิ่มเติมรายการในข้อบังคับของมูลนิธิ ตาม มาตรา 112 (2) จะกระทำได้แต่เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เพื่อให้สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ หรือ
(2) พฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป เป็นเหตุให้วัตถุประสงค์ของ
มูลนิธินั้นมีประโยชน์น้อย หรือไม่อาจดำเนินการให้สมประโยชน์ตาม วัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นได้ และวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่แก้ไข เพิ่มเติมนั้นใกล้ชิดกับวัตถุประสงค์เดิมของมูลนิธิ

ลักษณะ 3 ทรัพย์
มาตรา 137 ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
มาตรา 138 ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มี รูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
มาตรา 139 อสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อัน ติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับ ที่ดินนั้นและหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือ ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย
มาตรา 140 สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอก จากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน นั้นด้วย
มาตรา 141 ทรัพย์แบ่งได้ หมายความว่า ทรัพย์อันอาจแยกออก จากกันเป็นส่วน ๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้ง แต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว
มาตรา 142 ทรัพย์แบ่งไม่ได้ หมายความว่า ทรัพย์อันจะแยก ออกจากกันไม่ได้นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย์ และ หมายความรวมถึงทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ด้วย
มาตรา 143 ทรัพย์นอกพาณิชย์ หมายความว่า ทรัพย์ที่ไม่ สามารถถือเอาได้ และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา 144 ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดย สภาพแห่งทรัพย์ หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญ ในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะ ทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือ สภาพไป
เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น
มาตรา 145 ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่
ไม้ล้มลุกหรือธัญชาติอันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราวหนึ่ง หรือหลายคราวต่อปีไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน
มาตรา 146 ทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินหรือติดกับโรงเรือนเพียงชั่วคราว ไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือโรงเรือนนั้น ความข้อนี้ให้ใช้บังคับ แก่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้ สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วย
มาตรา 147 อุปกรณ์ หมายความว่า สังหาริมทรัพย์ซึ่งโดย ปกตินิยมเฉพาะถิ่น หรือโดยเจตนาชัดแจ้งของเจ้าของทรัพย์ที่เป็น ประธานเป็นของใช้ประจำอยู่กับทรัพย์ที่เป็นประธานเป็นอาจิณเพื่อ ประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์ที่เป็นประธาน และ เจ้าของทรัพย์ได้นำมาสู่ทรัพย์ที่เป็นประธานโดยการนำมาติดต่อหรือ ปรับเข้าไว้ หรือทำโดยประการอื่นใดในฐานะเป็นของใช้ประกอบกับ ทรัพย์ที่เป็นประธานนั้น
อุปกรณ์ที่แยกออกจากทรัพย์ที่เป็นประธานเป็นการชั่วคราวก็ ยังไม่ขาดจากการเป็นอุปกรณ์ของทรัพย์ที่เป็นประธานนั้น
อุปกรณ์ย่อมตกติดไปกับทรัพย์ที่เป็นประธาน เว้นแต่จะมีการ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 148 ดอกผลของทรัพย์ ได้แก่ ดอกผลธรรมดาและดอกผล นิตินัย
ดอกผลธรรมดา หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของ ทรัพย์ซึ่งได้มาจากตัวทรัพย์ โดยการมีหรือใช้ทรัพย์นั้นตามปกตินิยม และสามารถถือเอาได้เมื่อขาดจากทรัพย์นั้น
ดอกผลนิตินัย หมายความว่า ทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ ได้มาเป็นครั้งคราวแก่เจ้าของทรัพย์จากผู้อื่นเพื่อการที่ได้ใช้ทรัพย์นั้น และสามารถคำนวณและถือเอาได้เป็นรายวันหรือตามระยะเวลาที่ กำหนดไว้

ลักษณะ 4 นิติกรรม
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
มาตรา 149 นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบ ด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดย กฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ
มาตรา 151 การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน การนั้นไม่เป็นโมฆะ
มาตรา 152 การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ
มาตรา 153 การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่า ด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ

หมวด 2 การแสดงเจตนา
มาตรา 154 การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดง จะมิได้เจตนา ให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การ แสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่ เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึง เจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น
มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดย สุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้
ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้น เพื่ออำพรางนิติกรรม อื่นให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง มาใช้บังคับ
มาตรา 156 การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญ แห่งนิติกรรมเป็นโมฆะ
ความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ได้แก่ความสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม ความสำคัญผิดในตัว บุคคลซึ่งเป็นคู่กรณีแห่งนิติกรรม และความสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่ง เป็นวัตถุแห่งนิติกรรม เป็นต้น
มาตรา 157 การแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของ บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นโมฆียะ
ความสำคัญผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นความสำคัญผิดในคุณสมบัติ ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นสาระสำคัญ ซึ่งหากมิได้มีความสำคัญผิด ดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
มาตรา 158 ความสำคัญผิดตาม มาตรา 156 หรือ มาตรา 157 ซึ่งเกิดขึ้นโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลผู้แสดง เจตนา บุคคลนั้นจะถือเอาความสำคัญผิดนั้นมาใช้เป็นประโยชน์ แก่ตนไม่ได้
มาตรา 159 การแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ
การถูกกลฉ้อฉลที่จะเป็นโมฆียะตามวรรคหนึ่ง จะต้องถึงขนาด ซึ่งถ้ามิได้มีกลฉ้อฉลดังกล่าว การอันเป็นโมฆียะนั้นคงจะมิได้กระทำขึ้น
ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาเพราะถูกกลฉ้อฉลโดยบุคคล ภายนอก การแสดงเจตนานั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงกลฉ้อฉลนั้น
มาตรา 160 การบอกล้างโมฆียะกรรมเพราะถูกกลฉ้อฉลตาม มาตรา 159 ห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการ โดยสุจริต
มาตรา 161 ถ้ากลฉ้อฉลเป็นแต่เพียงเหตุจูงใจให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง ยอมรับข้อกำหนดอันหนักยิ่งกว่าที่คู่กรณีฝ่ายนั้นจะยอมรับโดยปกติ คู่กรณีฝ่ายนั้นจะบอกล้างการนั้นหาได้ไม่ แต่ชอบที่จะเรียกเอาค่า สินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากกลฉ้อฉลนั้นได้
มาตรา 162 ในนิติกรรมสองฝ่าย การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งจงใจนิ่งเสีย ไม่แจ้งข้อความจริง หรือคุณสมบัติอันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งมิได้รู้ การ นั้นจะเป็นกลฉ้อฉล หากพิสูจน์ได้ว่าถ้ามิได้นิ่งเสียเช่นนั้น นิติกรรมนั้น ก็คงจะมิได้กระทำขึ้น
มาตรา 163 ถ้าคู่กรณีต่างได้กระทำการโดยกลฉ้อฉลด้วยกัน ทั้งสองฝ่ายฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะกล่าวอ้างกลฉ้อฉลของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อบอกล้างการนั้น หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนมิได้
มาตรา 164 การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่เป็นโมฆียะ
การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่ ที่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึง และร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูก ข่มขู่มีมูลต้องกลัวซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้น การนั้นก็คงจะมิได้ กระทำขึ้น
มาตรา 165 การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่
การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรง ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำ เพราะถูกข่มขู่
มาตรา 166 การข่มขู่ย่อมทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะ แม้บุคคลภายนอกจะเป็นผู้ข่มขู่
มาตรา 167 ในการวินิจฉัยกรณีความสำคัญผิด กลฉ้อฉล หรือ การข่มขู่ให้พิเคราะห์ถึง เพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย และ ภาวะแห่งจิตของผู้แสดงเจตนา ตลอดจนพฤติการณ์และสภาพ แวดล้อมอื่น ๆ อันเกี่ยวกับการนั้นด้วย ู่
มาตรา 168 การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่เฉพาะหน้า ให้ถือว่ามีผลนับแต่ผู้รับการแสดงเจตนาได้ทราบการแสดงเจตนานั้น ความข้อนี้ให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลหนึ่งแสดงเจตนาไปยังบุคคล อีกคนหนึ่งโดยทางโทรศัพท์หรือโดยเครื่องมือสื่อสารอย่างอื่น หรือ โดยวิธีอื่นซึ่งสามารถติดต่อถึงกันได้ทำนองเดียวกัน
มาตรา 169 การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะ หน้า ให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้น ไปถึงผู้รับการ แสดงเจตนา แต่ถ้าได้บอกถอนไปถึงผู้รับการแสดงเจตนานั้น ก่อน หรือพร้อมกันกับที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา การแสดงเจตนานั้นตกเป็นอันไร้ผล
การแสดงเจตนาที่ได้ส่งออกไปแล้วย่อมไม่เสื่อมเสียไป แม้ภายหลัง การแสดงเจตนานั้นผู้แสดงเจตนาจะถึงแก่ความตาย หรือถูกศาลสั่ง ให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
มาตรา 170 การแสดงเจตนาซึ่งกระทำต่อผู้เยาว์หรือผู้ที่ศาลสั่ง ให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ จะยกขึ้น เป็นข้อต่อสู้ผู้รับการแสดงเจตนาไม่ได้ เว้นแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณีของผู้รับการแสดงเจตนานั้นได้รู้ ด้วยหรือได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนแล้ว
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับ ถ้าการแสดงเจตนานั้นเกี่ยวกับ การที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้เยาว์ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ กระทำได้เองโดยลำพัง
มาตรา 171 ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนา อันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร

หมวด3 โมฆะกรรมและโมฆียะกรรม
มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้และผู้มี ส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าว อ้างก็ได้
ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ
มาตรา 173 ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของนิติกรรมเป็นโมฆะนิติกรรม นั้นย่อมตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น เว้นแต่จะพึงสันนิษฐานได้โดยพฤติการณ์ แห่งกรณีว่า คู่กรณีเจตนาจะให้ส่วนที่ไม่เป็นโมฆะนั้นแยกออกจาก ส่วนที่เป็นโมฆะได้
มาตรา 174 การใดเป็นโมฆะแต่เข้าลักษณะเป็นนิติกรรมอย่างอื่น ซึ่งไม่เป็นโมฆะ ให้ถือตามนิติกรรมซึ่งไม่เป็นโมฆะ ถ้าสันนิษฐานได้ โดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่า หากคู่กรณีได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะแล้ว ก็คงจะได้ตั้งใจมาตั้งแต่แรกที่จะทำนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะนั้น
มาตรา 175 โมฆียะกรรมนั้น บุคคลต่อไปนี้จะบอกล้างเสียก็ได้
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้เยาว์ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ ผู้เยาว์จะบอกล้างก่อนที่ตนบรรลุนิติภาวะก็ได้ถ้าได้รับความยินยอม ของผู้แทน โดยชอบธรรม
(2)บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ ความสามารถ เมื่อบุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถหรือ คนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว หรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี แต่คนเสมือนไร้ความสามารถจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็น คนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ถ้าได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์
(3) บุคคลผู้แสดงเจตนาเพราะสำคัญผิด หรือถูกกลฉ้อฉล หรือ ถูกข่มขู่
(4) บุคคลวิกลจริตผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตาม มาตรา
30 ในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว
ถ้าบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตาย ก่อนมีการ บอกล้างโมฆียะกรรม ทายาทของบุคคลดังกล่าวอาจบอกล้าง โมฆียะกรรมนั้นได้
มาตรา 176 โมฆียะกรรมเมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะ มาแต่เริ่มแรก และให้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ถ้าเป็นการพ้น วิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน
ถ้าบุคคลใดได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่าการใดเป็นโมฆียะ เมื่อบอกล้าง แล้วให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รู้ว่าการนั้นเป็นโมฆะ นับแต่วันที่ได้รู้หรือ ควรจะได้รู้ว่าเป็นโมฆียะ
ห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม วรรคหนึ่งเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันบอกล้างโมฆียะกรรม
มาตรา 177 ถ้าบุคคลผู้มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมตาม มาตรา 175 ผู้หนึ่งผู้ใด ได้ให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม ให้ถือว่าการนั้นเป็น อันสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก แต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิ ของบุคคลภายนอก
มาตรา 178 การบอกล้างหรือให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม ย่อม กระทำได้โดยการแสดงเจตนาแก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลที่มี ตัวกำหนดได้แน่นอน
มาตรา 179 การให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมนั้น จะสมบูรณ์ ต่อเมื่อได้กระทำภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เป็นโมฆียะกรรมนั้นหมด สิ้นไปแล้ว
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ควา มสามารถ คนเสมือนไร้ความ สามารถหรือบุคคลวิกลจริต ผู้กระทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตาม มาตรา 30 จะให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรมได้ ต่อเมื่อได้รู้เห็นซึ่ง โมฆียะกรรมนั้นภายหลังที่บุคคลนั้นพ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกล แล้วแต่กรณี
ทายาทของบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ จะให้สัตยาบันแก่ โมฆียะกรรมได้นับแต่เวลาที่ผู้ทำนิติกรรมนั้นถึงแก่ความตาย เว้นแต่ สิทธิที่จะบอกล้างโมฆียะกรรมของผู้ตายนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว
บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับ ถ้าการให้สัตยาบัน แก่โมฆียะกรรมกระทำโดยผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์
มาตรา 180 ภายหลังเวลาอันพึงให้สัตยาบันได้ตาม มาตรา 179 ถ้ามีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นเกี่ยวด้วย โมฆียะกรรม โดยการกระทำของบุคคลซึ่งมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม ตาม มาตรา 175 ถ้ามิได้สงวนสิทธิไว้แจ้งชัดประการใด ให้ถือว่าเป็น การให้สัตยาบัน
(1) ได้ปฏิบัติการชำระหนี้แล้วทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
(2) ได้มีการเรียกให้ชำระหนี้นั้นแล้ว
(3) ได้มีการแปลงหนี้ใหม่
(4) ได้มีการให้ประกันเพื่อหนี้นั้น
(5) ได้มีการโอนสิทธิหรือความรับผิดทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
(6) ได้มีการกระทำอย่างอื่นอันแสดงได้ว่าเป็นการให้สัตยาบัน
มาตรา 181 โมฆียะกรรมนั้นจะบอกล้างมิได้เมื่อพ้นเวลาหนึ่งปี นับแต่เวลาที่อาจให้สัตยาบันได้ หรือเมื่อพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้ทำ นิติกรรมอันเป็นโมฆียะนั้น

หมวด4 เงื่อนไขและเงื่อนเวลา
มาตรา 182 ข้อความใดอันบังคับไว้ให้นิติกรรมเป็นผลหรือสิ้นผล ต่อเมื่อมีเหตุการณ์อันไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ในอนาคต ข้อ ความนั้นเรียกว่าเงื่อนไข
มาตรา 183 นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อน นิติกรรมนั้นย่อม เป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับหลัง นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผลในเมื่อ เงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
ถ้าคู่กรณีแห่งนิติกรรมได้แสดงเจตนาไว้ด้วยกันว่า ความสำเร็จ แห่งเงื่อนไขนั้นให้มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนสำเร็จ ก็ให้เป็นไปตามเจตนาเช่นนั้น
มาตรา 184 ในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ คู่กรณีฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดแห่งนิติกรรมอันอยู่ในบังคับเงื่อนไข จะต้องงดเว้นไม่กระทำการ อย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่เสื่อมเสียประโยชน์แก่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งจะพึงได้จากความสำเร็จแห่งเงื่อนไขนั้น
มาตรา 185 ในระหว่างที่เงื่อนไขยังมิได้สำเร็จนั้น สิทธิและหน้าที่ ต่าง ๆ ของคู่กรณีมีอย่างไร จะจำหน่าย จะรับมรดก จะจัดการป้องกัน รักษาหรือจะทำประกันไว้ประการใดตามกฎหมายก็ย่อมทำได้
มาตรา 186 ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณี ฝ่ายใดเสียเปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นกระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็น เหตุให้เงื่อนไขนั้นไม่สำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดได้เปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นกระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้น สำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นมิได้สำเร็จเลย
มาตรา 187 ถ้าเงื่อนไขสำเร็จแล้วในเวลาทำนิติกรรม หากเป็น เงื่อนไขบังคับก่อนให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข หากเป็นเงื่อนไข บังคับหลังให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
ถ้าเป็นอันแน่นอนในเวลาทำนิติกรรมว่าเงื่อนไขไม่อาจสำเร็จได้ หากเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนให้ถือว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ หากเป็น เงื่อนไขบังคับหลังให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข
ตราบใดที่คู่กรณียังไม่รู้ว่าเงื่อนไขได้สำเร็จแล้วตามวรรคหนึ่ง หรือไม่อาจสำเร็จได้ตามวรรคสอง ตราบนั้นคู่กรณียังมีสิทธิและ หน้าที่ตาม มาตรา 184 และ มาตรา 185
มาตรา 188 นิติกรรมใดมีเงื่อนไขอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนิติกรรมนั้น เป็นโมฆะ
มาตรา 189 นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อนและเงื่อนไขนั้นเป็น การพ้นวิสัย นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะ
นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับหลัง และเงื่อนไขนั้นเป็นการพ้นวิสัย ให้ถือว่านิติกรรมนั้นไม่มีเงื่อนไข
มาตรา 190 นิติกรรมใดมีเงื่อนไขบังคับก่อน และเป็นเงื่อนไข อันจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ นิติกรรมนั้นเป็น โมฆะ
มาตรา 191 นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาเริ่มต้นกำหนดไว้ ห้ามมิให้ ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลาที่กำหนด
นิติกรรมใดมีเงื่อนเวลาสิ้นสุดกำหนดไว้ นิติกรรมนั้นย่อมสิ้นผล เมื่อถึงเวลาที่กำหนด
มาตรา 192 เงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดนั้น ให้สันนิษฐาน ไว้ก่อนว่ากำหนดไว้เพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้ เว้นแต่จะปรากฏ โดยเนื้อความแห่งตราสาร หรือโดยพฤติการณ์แห่งกรณีว่าได้ตั้งใจ จะให้เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายเจ้าหนี้หรือแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายด้วยกัน
ถ้าเงื่อนเวลาเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะสละประโยชน์นั้น เสียก็ได้ หากไม่กระทบกระเทือนถึงประโยชน์อันคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง จะพึงได้รับจากเงื่อนเวลานั้น
มาตรา 193 ในกรณีดังต่อไปนี้ ฝ่ายลูกหนี้จะถือเอาประโยชน์แห่ง เงื่อนเวลาเริ่มต้นหรือเงื่อนเวลาสิ้นสุดมิได้
(1) ลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วย ล้มละลาย
(2) ลูกหนี้ไม่ให้ประกันในเมื่อจำต้องให้
(3) ลูกหนี้ได้ทำลาย หรือทำให้ลดน้อยถอยลงซึ่งประกันอันได้ให้ไว้
(4) ลูกหนี้นำทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาให้เป็นประกันโดยเจ้าของ ทรัพย์สินนั้นมิได้ยินยอมด้ว

ลักษณะ 5 ระยะเวลา
มาตรา 193/1 การนับระยะเวลาทั้งปวง ให้บังคับตามบทบัญญัติ แห่งลักษณะนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมาย คำสั่งศาล ระเบียบข้อบังคับ หรือนิติกรรมกำหนดเป็นอย่างอื่น
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/2 การคำนวณระยะเวลา ให้คำนวณเป็นวัน แต่ถ้า กำหนดเป็นหน่วยเวลาที่สั้นกว่าวัน ก็ให้คำนวณตามหน่วยเวลาที่ กำหนดนั้น
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/3 ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นหน่วยเวลาที่สั้นกว่าวัน ให้เริ่มต้นนับในขณะที่เริ่มการนั้น
ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับวันแรก แห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน เว้นแต่จะเริ่มการในวันนั้นเองตั้งแต่ เวลาที่ถือได้ว่าเป็นเวลาเริ่มต้นทำการงานกันตามประเพณี
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/4 ในทางคดีความ ในทางราชการ หรือทางธุรกิจ การค้าและอุตสาหกรรม วัน หมายความว่า เวลาทำการตามที่ได้ กำหนดขึ้นโดยกฎหมาย คำสั่งศาล หรือระเบียบข้อบังคับ หรือ เวลาทำการตามปกติของกิจการนั้น แล้วแต่กรณี
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/5 ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นสัปดาห์ เดือนหรือปี ให้ คำนวณตามปีปฎิทิน
ถ้าระยะเวลามิได้กำหนดนับแต่วันต้นแห่งสัปดาห์ วันต้นแห่งเดือน หรือปี ระยะเวลาย่อมสิ้นสุดลงในวันก่อนหน้าจะถึงวันแห่งสัปดาห์ เดือนหรือปีสุดท้ายอันเป็นวันตรงกับวันเริ่มระยะเวลานั้น ถ้าในระยะ เวลานับเป็นเดือนหรือปีนั้นไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ให้ถือเอา วันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลา
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/6 ถ้าระยะเวลากำหนดเป็นเดือนและวัน หรือกำหนด เป็นเดือนและส่วนของเดือน ให้นับจำนวนเดือนเต็มก่อน แล้วจึงนับ จำนวนวันหรือส่วนของเดือนเป็นวัน
ถ้าระยะเวลากำหนดเป็นส่วนของปี ให้คำนวณส่วนของปีเป็น เดือนก่อนหากมีส่วนของเดือน ให้นับส่วนของเดือนเป็นวัน
การคำนวณส่วนของเดือนตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ถือว่า เดือนหนึ่งมีสามสิบวัน
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/7 ถ้ามีการขยายระยะเวลาออกไปโดยมิได้มีการ กำหนดวันเริ่มต้นแห่งระยะเวลาที่ขยายออกไป ให้นับวันที่ต่อจาก วันสุดท้ายของระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มต้น
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/8 ถ้าวันสุดท้ายของระยะเวลาเป็นวันหยุดทำการ ตามประกาศเป็นทางการหรือตามประเพณี ให้นับวันที่เริ่มทำการใหม่ ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน

ลักษณะ 6 อายุความ
หมวด 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
มาตรา 193/9 สิทธิเรียกร้องใด ๆ ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/10 สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่ จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/11 อายุความที่กฎหมายกำหนดไว้นั้น คู่กรณีจะ ตกลงกันให้งดใช้หรือขยายออกหรือย่นเข้าไม่ได้
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิ เรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการ อย่างใดให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
                มาตรา 193/13 สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังไม่อาจบังคับได้จนกว่า จะได้ทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่เวลา แรกที่อาจทวงถามได้เป็นต้นไป แต่ถ้าลูกหนี้ยังไม่ต้องชำระหนี้จน กว่าระยะเวลาหนึ่งจะได้ล่วงพ้นไปแล้ว นับแต่เวลาที่ได้ทวงถามนั้น ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลานั้นสิ้นสุดไปแล้ว
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
                มาตรา 193/14 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็น หนังสือรับสภาพหนี้ให้ ชำระหนี้ให้บางส่วน ชำระดอกเบี้ย ให้ประกัน หรือกระทำการใดๆ อันปราศจากข้อสงสัยแสดงให้เห็นเป็นปริยาย ว่ายอมรับสภาพหนี้ตามสิทธิเรียกร้อง
(2) เจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้องหรือเพื่อให้ชำระหนี้
(3) เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
(4) เจ้าหนี้ได้มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา
(5) เจ้าหนี้ได้กระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดี
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/15 เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วง ไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ
เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุ ความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/16 หนี้ใดซึ่งตามมูลแห่งหนี้นั้น เจ้าหนี้จะได้รับ ชำระหนี้เป็นคราว ๆ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพ หนี้ให้ในเวลาใดเวลาหนึ่งก่อนอายุความครบบริบูรณ์เพื่อเป็นหลักฐาน ว่าอายุความสะดุดหยุดลง
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
               มาตรา 193/17 ในกรณีที่อายุความสะดุดหยุดลงเพราะเหตุตาม มาตรา 193/14 (2) หากคดีนั้นได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกคำฟ้อง หรือคดีเสร็จไปโดยการจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง
ในกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับ หรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดี ไม่อยู่ในอำนาจศาล หรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้อง ใหม่และปรากฏว่าอายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่ง นั้นถึงที่สุด ให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง หรือเพื่อให้ชำระหนี้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือ คำสั่งนั้นถึงที่สุด
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/18 ให้นำ มาตรา 193/17 มาใช้บังคับแก่กรณีที่ อายุความสะดุดหยุดลงเพราะเหตุตาม มาตรา 193/14 (3)(4)และ (5) โดยอนุโลม
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/19 ในขณะที่อายุความจะครบกำหนดนั้น ถ้ามีเหตุ สุดวิสัยมาขัดขวางมิให้เจ้าหนี้กระทำการตาม มาตรา 193/14 ให้ อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ เหตุสุดวิสัยนั้นได้สิ้นสุดลง
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/20 อายุความสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์หรือของ บุคคลวิกลจริตอันศาลจะสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือไม่ก็ตาม ถ้าจะครบกำหนดลงในขณะที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ลุถึงความสามารถ เต็มภูมิหรือในระหว่างหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวไม่มีผู้แทน โดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่า จะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็มภูมิหหรือ ได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล แล้วแต่กรณี แต่ถ้าอายุความ สิทธิเรียกร้องนั้นมีระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี ก็ให้นำกำหนดระยะเวลา ที่สั้นกว่านั้นมาใช้แทนกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีดังกล่าว
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/21 อายุความสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์หรือของ คนไร้ความสามารถหรือของคนเสมือนไร้ความสามารถ ที่จะฟ้องร้อง ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ของตนนั้น ถ้าจะครบ กำหนดลงในขณะที่บุคคลดังกล่าวยังไม่ลุถึงความสามารถเต็มภูมิ หรือในระหว่างหนึ่งปีนับแต่วันที่บุคคลดังกล่าวไม่มีผู้แทนโดยชอบ ธรรม หรือผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนด จนกว่าจะครบหนึ่งปี นับแต่วันที่บุคคลนั้นได้ลุถึงความสามารถเต็ม ภูมิหรือได้มีผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่ กรณี แต่ถ้าอายุความสิทธิเรียกร้องนั้นมีระยะเวลาน้อยกว่าหนึ่งปี ก็ให้นำกำหนดระยะเวลาที่สั้นกว่านั้นมาใช้แทนกำหนดระยะเวลา หนึ่งปีดังกล่าว
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/22 อายุความสิทธิเรียกร้องระหว่างสามีภริยา ถ้า จะครบกำหนดก่อน หรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุดลง อายุความนั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันที่การ สมรสสิ้นสุดลง
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/23 อายุความสิทธิเรียกร้องอันเป็นคุณหรือเป็น โทษแก่ผู้ตาย ถ้าจะครบกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันตาย อายุความ นั้นยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหนึ่งปีนับแต่วันตาย
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/24 เมื่ออายุความครบกำหนดแล้ว ลูกหนี้จะสละ ประโยชน์แห่งอายุความนั้นเสียก็ได้ แต่การสละประโยชน์เช่นว่านี้ ไม่มีผลกระทบกระเทือนสิทธิของบุคคลภายนอกหรือผู้ค้ำประกัน
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปีปัจจุบัน
มาตรา 193/25 เมื่ออายุความครบกำหนดแล้ว ให้มีผลย้อนหลัง ขึ้นไปถึงวันที่เริ่มนับอายุความ
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี พ.ศ. 2535
มาตรา 193/26 เมื่อสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานขาด อายุความให้สิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์นั้นขาดอายุความด้วย แม้ว่าอายุความของสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นอุปกรณ์นั้นจะยังไม่ครบ กำหนดก็ตาม
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535
มาตรา 193/27 ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วง หรือ ผู้ทรงบุริมะสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ อันตนได้ยึดถือไว้ยังคงมี สิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง จำนำ หรือที่ได้ยึดถือไว้ แม้ว่าสิทธิเรียกร้องส่วนที่เป็นประธานจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะใช้สิทธินั้นบังคับให้ชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไป ไม่ได้
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535
มาตรา 193/28 การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความ แล้วนั้น ไม่ว่ามากน้อยเพียงใดจะเรียกคืนไม่ได้ แม้ว่าผู้ชำระหนี้จะ ไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม
บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับแก่การที่ลูกหนี้รับสภาพความ รับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือโดยการให้ประกันด้วย แต่จะ อ้างความข้อนี้ขึ้นเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535
มาตรา 193/29 เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ศาลจะ อ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535

หมวด 2 กำหนดอายุความ
มาตรา 193/30 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือ กฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535
มาตรา 193/31 สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาค่าภาษีอากร ให้มีกำหนดอายุความสิบปี ส่วนสิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอา หนี้อย่างอื่นให้บังคับตามบทบัญญัติในลักษณะนี้
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535
มาตรา 193/32 สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาล ที่ถึงที่สุดหรือโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้มีกำหนดอายุ ความสิบปี ทั้งนี้ไม่ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมจะมีกำหนดอายุความเท่าใด
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535
มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี
(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ
(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ
(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้าชำระ เว้นแต่ค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ตาม มาตรา 193/34 (6)
(4) เงินค้างจ่ายคือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดู และเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา
(5) สิทธิเรียกร้องตาม มาตรา 193/34 (1)(2) และ (5) ที่ไม่อยู่ ในบังคับอายุความสองปี
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535
มาตรา 193/34 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความ สองปี
(1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออก ทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง
(2) ผู้ประกอบเกษตรกรรมหรือการป่าไม้ เรียกเอาค่าของที่ได้ ส่งมอบอันเป็นผลิตผลทางเกษตรหรือป่าไม้ เฉพาะที่ใช้สอยในบ้าน เรือนของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง
(3) ผู้ขนส่งคนโดยสารหรือสิ่งของหรือผู้รับส่งข่าวสาร เรียก เอาค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าเช่า ค่าธรรมเนียม รวมทั้งเงินที่ได้ออก ทดรองไป
(4) ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือหอพัก ผู้ประกอบธุรกิจในการ จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม หรือผู้ประกอบธุรกิจสถานบริการตาม กฎหมายว่าด้วยสถานบริการเรียกเอาค่าที่พัก อาหารหรือเครื่องดื่ม ค่าบริการหรือค่าการงานที่ได้ทำให้แก่ผู้มาพักหรือใช้บริการ รวมทั้ง เงินที่ได้ออกทดรองไป
(5) ผู้ขายสลากกินแบ่ง สลากกินรวบหรือสลากที่คล้ายคลึงกัน เรียกเอาค่าขายสลาก เว้นแต่เป็นการขายเพื่อการขายต่อ
(6) ผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ เรียกเอาค่าเช่า
(7) บุคคลซึ่งมิได้เข้าอยู่ในประเภทที่ระบุไว้ใน (1) แต่เป็นผู้ ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำงานการต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(8) ลูกจ้างซึ่งรับใช้การงานส่วนบุคคล เรียกเอาค่าจ้างหรือสิน จ้างอย่างอื่นเพื่อการงานที่ทำ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือ นายจ้างเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
(9) ลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้าง รายวัน รวมทั้งผู้ฝึกหัดงาน เรียกเอาค้าจ้างหรือสินจ้างอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือนายจ้างเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่น ว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
(10) ครูสอนผู้ฝึกหัดงาน เรียกเอาค่าฝึกสอนและค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ตามที่ได้ตกลงกันไว้ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(11) เจ้าของสถานศึกษาหรือสถานพยาบาล เรียกเอาค่า ธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ หรือค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอย่างอื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(12) ผู้รับคนไว้เพื่อการบำรุงเลี้ยงดูหรือฝึกสอน เรียกเอาค่า การงานที่ทำให้ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(13) ผู้รับเลี้ยงหรือฝึกสอนสัตว์ เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้ รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(14) ครูหรืออาจารย์ เรียกเอาค่าสอน
(15) ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม การพยาบาล การผดุงครรภ์ ผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์หรือผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาอื่น เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป
(16) ทนายความหรือผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย รวมทั้ง พยานผู้เชี่ยวชาญ เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้ รวมทั้งเงินที่ได้ออก ทดรองไป หรือคู่ความเรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่าย ล่วงหน้าไป
(17) ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรม สถาปัตยกรรม ผู้สอบบัญชี หรือผู้ประกอบวิชาชีพอิสระอื่น เรียกเอาค่าการงานที่ทำให้ รวม ทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป หรือผู้ว่าจ้างให้ประกอบการงานดังกล่าว เรียกเอาคืนซึ่งเงินเช่นว่านั้นที่ตนได้จ่ายล่วงหน้าไป
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535
มาตรา 193/35 ภายใต้บังคับ มาตรา 193/27 สิทธิเรียกร้องที่ เกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือโดยการให้ประกันตาม มาตรา 193/28 วรรคสอง ให้มีกำหนด อายุความสองปีนับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดหรือให้ประกัน
*หมายเหตุ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ 1 ได้มีการแก้ไขใหม่ เพิ่มเติมบาง มาตรา โดยมี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ดังนั้นเวลาดูฎีกาปี พ.ศ. 2500-2535 ให้กลับไปใช้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับก่อนแก้ไขปี พ.ศ. 2535 ส่วนฎีกาปี พ.ศ. 2536-2538 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ฉบับปี 2535







Copyright © 2010 All Rights Reserved.